sandra's profileเลขเจ็ดตัวระบบโหรPhotosBlogListsMore Tools Help

เลขเจ็ดตัวระบบโหร

ศรรวสา

ยินดีต้อนรับทุกท่าน.....

sandra

วิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหร....
แต่เดิมนั้นเป็นของ อ.ประทีป อัครา ได้มีการนำมาปรับปรุงเพื่อเป็นหลักสูตรในการสอนโดย อ.พายัพ วชิโร เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปในโลกปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดสอนโดย อ. ศรรวสา ที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ตึกช้าง(พหลโยธิน) ตึก A ชั้น 2 ห้อง 204 ทุกวันศุกร์ เวลา 15.00 น.- 18.00 น.
โทร.02-9374941
รวบบทความต่างๆ ของ อ.ประทีป อัครา ที่ได้บรรยายไว้ นำมาให้ได้ศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปสำหรับทุกท่านค่ะ
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่า วิชาโหราศาตร์นั้น คือการเก็บสถิติแต่เพียงอย่างเดียว เลยทำให้เกิดการสะสมข้อมูลต่างๆ ในการศึกษา เมื่อมีมากเข้าจึงทำให้เกิดความสับสับจนไม่สามารถเลือกใช้วิชาใดวิชาหนึ่งเป็นวิชาหลักได้ เมื่อมีการนำหลากหลายวิชาเข้ามาร่วมตัดสินใจในการออกคำพยากรณ์ และเมื่อแต่ละวิชาต่างๆ ที่ศึกษามานั้น เกิดขัดแย้งกันเองขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อมั่น เกิดความคลางแคลงใจและสิ้นศรัทธาในวิชานั้นเสียจนหมดสิ้นไปเลย ในการศึกษาวิชาโหราศาสตร์นั้นจะต้องมีสิ่งสำคัญ 3 ประการ คือ...
หลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักวิชานี้ และเกิดข้อสงสัยว่าเป็นอย่างไร วิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหรนี้ เป็นวิชาที่น่าศึกษาอีกวิชาหนึ่ง เพราะเป็นการผสมผสานของสองสายวิชาเข้าด้วยกัน คือการตั้งฐานดวงนั้นจะใช้แบบเลขเจ็ดตัวทั่วไป แต่การพยากรณ์ดวงชะตานั้น จะใช้หลักในการอ่านเรือน เช่นเดียวกับดวงจักรราศี จึงทำให้ได้รายละเอียดได้มากพอสมควร สามารถใช้พยากรณ์ได้เกือบเทียบเท่าดวงจักรราศีเลยทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นในสนใจ เพราะจะเป็นพื้นฐานอย่างดีในการศึกษาโหราศาสตร์ขั้นสูงต่อไป/.
สิ่งที่สร้างปัญหาให้กับผู้ศึกษานั้น มีมากมายหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่จะศึกษาไว้เพื่อประดับความรู้หรือว่าไว้ดูดวงชะตาตัวเอง เมื่อนานไปจึงเกิดความเบื่อหน่ายหรือว่าท้อแท้เข้ามาแทนที่ จากรุ่นสู่รุ่น ที่ถ่ายทอดโดยใช้การท่องจำบ้าง หรืออ่านจากตามตำรา โดยส่วนใหญ่เกิดการจำและนำเพียงแค่เกร็ดพยากรณ์มาทายกันเท่านั้นเอง มิค่อยมีใครใช้กันได้แบบจริงจัง จึงทำให้วิชาไม่ได้มีการพัฒนาไปได้ไกล ผู้ศึกษาหลายคนคิดว่าโหราศาสตร์ไทย ใช้ไม่ได้ไม่มีรายละเอียดมากพอ ทายได้ไม่มากหรือว่ายังไม่ตรง ความจริงในตัววิชา มีมากมายหลายอย่าง แต่มิใคร่นำมาใช้กันให้ครบถ้วน จึงกลายเป็นเหมือนว่าวิชาไม่มีอะไรให้ศึกษากันต่อ ทำให้เกิดการตันในตัววิชา จนหลายๆ คนตีค่าวิชาโหราศาสตร์ไทยนั้นใช้ทายได้แค่เพียงพื้นๆ ไม่อลังการงานสร้างอย่างวิชาชาติอื่น แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ในส่วนที่ว่า คนไทยให้ความนิยมในเรื่องของความละเมียดละมัย วิชาจึงดูไม่ใคร่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก แต่จะเป็นความละเอียดอ่อนที่ซ่อนไว้ เหมือนหยั่งรู้ได้ถึงใจคน /.
เพราะความไม่เข้าใจในตัววิชาได้อย่างแท้จริงทำให้ ผู้ศึกษาโหราศาสตร์ไทยหลายคนต้องกว้านหาวิชาอื่นมาร่วมด้วย เพื่อช่วยเสริมให้ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น เป็นเพราะว่าลืมพื้นฐานเบื้องต้นกันเสียสนิท นั่นคือความหมายดาว ผู้ศึกษาทุกคนรู้ดีว่าดาวนั้นมีความสำคัญแต่พอใช้อ่านดวงชะตา กลับมองเป็นเพียงแต่ตัวประกอบของเรื่องเท่านั้นเอง เมื่อเริ่มแรกจำเป็นต้องเรียนรู้ความหมายดาวเดี่ยวกันก่อน จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่ความหมายของคู่ดาวตามลำดับ คู่ดาวที่สำคัญ จะมีอยู่ทั้งหมด 4 แบบ คือ….

glitter-graphics.com  
สำหรับผู้ที่สนใจในโหราศาสตร์แบบอื่น ๆ

การอ่านดวงชะตาตอนที่ 5

 

                การพยากรณ์พื้นดวงชะตานั้น  เป็นการพยากรณ์ตั้งแต่เกิดจวบจนสิ้นอายุขัย เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าชะตานั้น มิได้มีเพียงแค่เรื่องเดียว ในเรือนเดียวกัน อาจจะเกิดได้หลายเรื่องหลายอย่าง เพียงแต่อยู่ในขอบเขตของความหมายเรือนและความหมายของดาวที่ควบคุมเรื่องนั้น  

ตัวอย่าง ดวงชาย   9 /3/2511

Photobucket

 

ตนุ ๔ ปุตตะ ๑

 

โดยพื้นฐานเจ้าชะตาเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยและมีมนุษย์สำพันธ์ดี (ตนุ ๔) ไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายๆ เสมอ(๔ ธาตุน้ำ) โดยเฉพาะเมื่อได้พบเห็นเจอะเจอกับสิ่งใหม่ๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยแล้ว(ปุตตะ ๑) จะเป็นแรงกระตุ้นและผลักดัน(ธาตุไฟ)ให้เจ้าชะตาได้เกิดไอเดียความคิดที่สร้างสรรค์อยู่ตลอด(ตนุ ๔) ก่อให้เกิดความกระตือรือร้น(๑ ธาตุไฟ) ในการที่จะนำพาตัวเองสู่ความมีชื่อเสียง  ในฐานะนักคิดที่สร้างสรรค์อันบรรเจิด (ตนุ ๔ ปุตตะ ๑)

แต่โดยสถานภาพของตัวเองแล้วแม้จะมีความคิดที่ดีมากมายเพียงไร แต่ก็ไม่สามารถหาเป้าหมายที่แน่นอนชัดเจนให้กับตัวเองได้ (๔ ธาตุน้ำ) จึงไม่สามารถเป็นแกนนำลงมือกระทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่นักทำให้พลังภายในกายที่มีอยู่นั้นผลักดันให้ต้องวิ่งหาผู้ที่จะมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือบริวารก็ตามแต่(ตนุ ๔ ปุตตะ ๑)

โดยพื้นฐานของเจ้าชะตาซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักใช้คำพูดอ่อนหวานในการสร้างความสำพันธ์หรือรู้จักการสร้างสานมิตรไมตรีอันดีกับผู้อื่นอยู่แล้ว จึงทำให้โน้มน้าวจิตใจ (ตนุ ๔) จึงเป็นการไม่ยามที่จะพูดโน้มน้าวจิตใจรวมถึงการพูดให้กำลังใจกับลูกน้องหรือบริวารให้พวกเขารู้สึกว่ามีคุณค่าสูง(ปุตตะ ๑)

และด้วยความฉลาดของเจ้าชะตา(ตนุ ๔) จึงมักจะวิ่งหาแต่ลูกน้องที่มีความสามารถสูงหรือมีคุณสมบัติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องนั้นๆ รวมถึงบุคคลคนที่มีชื่อเสียง(ปุตตะ ๑) เข้ามาร่วมด้วยเพื่อเป็นส่วนช่วยในการนำความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ นั้นได้เผยแพร่ออกไป(คู่ดาว ๔+๑)

ในบางครั้งเมื่อรู้สึกว่า เรื่อยเฉื่อยมากไปจนเหมือนไม่มีสิ่งใดมั่นคง(๔ ธาตุน้ำ) เจ้าชะตาก็จะคิดไปนึกถึงความมุ่งมั่นหรือความตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเริ่มหรือเป้าหมายของตัวเองที่เคยคิดไว้ในวัยเด็ก ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เจ้าชะตาเกิดความกระตือรือร้น มีพลังงานขึ้นอีกครั้ง(ตนุ ๔ ปุตตะ ๑)

 

ตนุ ๔ อริ ๒

         

การที่เจ้าชะตาเป็นผู้มีอัธยาศัยและมีมนุษย์สำพันธ์ดี (ตนุ ๔) ส่งผลให้กลายเป็นปัญหา ที่จำเป็นต้องเข้าไปโอนอ่อนยอมความให้การบริการหรือเอาอกเอาใจแก่ผู้อื่น(อริ ๒) โดยเฉพาะผู้ที่เจ้าชะตาหวังจะผูกมิตรไมตรีด้วย ด้วยหวังว่า เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการคบค้าสมาคมกัน (คู่มิตร ๔+๒)  แต่เพราะการพูดเอาใจมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการรับปากหรือตกลงเรื่องใด ที่ดูเหมือนง่าย ๆ ไม่หนักแน่น(๔ ธาตุน้ำ)  ส่งผลเกิดความไม่น่าเชื่อถือในคำพูดและกลายมาเป็นปัญหาสร้างความยุ่งยากให้กับเจ้าชะตาอีกรอบ(อริ ๒) และปัญหานี้ยิ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น   จนกลายเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถ สร้างสานมิตรสำพันธ์ให้กว้างขวางออกไปได้กว้าง (๒ ธาตุดิน)

โดยลำพังตัวเจ้าชะตาเองมิได้เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นเท่าไรนัก ชอบที่จะปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปอย่างเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ(๔ ธาตุน้ำ)เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะปัญหาต่างๆ ถึงแม้จะเป็นเพียงปัญหาเล็ก น้อย ๆ ก็ตาม ก็ส่งผลให้เกิดความหวั่นไหว ความหวาดหวั่น ความน้อยใจจนท้อถอยไม่กล้าสู้กับปัญหานั้น(ตนุ ๔ - อริ ๒)และด้วยความใจเย็น(๔ ธาตุน้ำ)และเป็นนักคิดสร้างสรรค์ บางครั้งไอเดียบรรเจิดมากไป  ทำให้กลายเป็นความคิดที่ล้นหลาม (ตนุ ๔) กลายเป็นจินตนาการความเพ้อฝัน ที่ไม่สามารถนำมาลงมือกระทำให้เป็นเรื่องจริงได้ และมักจะไปติดไปคิดอยู่กับเรื่องจุกจิก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ(อริ ๒) จนทำให้กลายเป็นเป็นอุปสรรคที่ไม่สามารถพัฒนาก้าวหน้าได้ (ธาตุดิน)

 

ตนุ ๔ กัมมะ ๓ เกษตร + ๘

         

โดยพื้นฐานของการที่ชอบพบปะติดต่อหรือการชอบออกสังคมนั้น ทำให้เมื่อพูดอะไรออกไปหรือการตกลงรับปากอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง(ตนุ ๔) ทำให้กลายเป็นการวิ่งเข้าไปหาภาระที่สร้างความเหน็ดเหนื่อยอย่างมากให้กับตัวเองอยู่เสมอ ส่งผลให้ทำสิ่งใดได้ไม่นานและจะเร่งรีบกระทำเพื่อปลดภาระให้จบสิ้นไปโดยเร็ว(กัมมะ ๓ เกษตร + ๘)

และเนื่องด้วยเจ้าชะตาเป็นนักคิด มักจะมีไอเดียวที่คิดอยากจะทำโน่น ทำนี่อยู่เสมอๆ ด้วยเช่นกัน(ตนุ ๔) เพราะเป็นความสุขของเจ้าชะตาที่ได้คิดสร้างสรรค์อยู่เรื่อยๆ (ธาตุน้ำ) แต่ด้วยเหตุที่ว่าความคิดต่างๆ แม้จะเป็นความคิดที่สร้างสรรค์แต่ว่าขาดการวางแผนงานที่ดี เมื่อคิดสิ่งใดได้ก็รีบเร่งที่จะนำสิ่งที่คิดมาลงมือกระทำทันที(ธาตุลม)  แต่เพราะต้องผจญกับความเหน็ดเหนื่อยที่หนักหนาสามหัส จึงทำให้ทำได้เพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้นเอง (กัมมะ ๓ เกษตร + ๘)  จากนั้นเจ้าชะตาก็จะวิ่งหาภาระหรืองานที่ต้องการกระทำต่อไปเรื่อยๆ (ตนุ ๔ กัมมะ ๓ เกษตร + ๘)

ถึงแม้เจ้าชะตาจะเป็นนักคิดแต่ก็มิใช่การคิดแบบรอบคอบถี่ถ้วนนัก บางครั้งที่ให้เผลอพูดไปในสิ่งที่คิดนั้น ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งทางวาจา เพราะว่าคำพูดที่หลุดจากไปอย่างง่ายดายนั้นกลายเป็นการพูดจาแบบหาเรื่องทะเลาะวิวาทไป(คู่ดาว ๔+๓)

 

*ชะตานี้ มีปัญหาเรียกได้ว่าครบวงจรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน และเรื่องความรัก

ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับแทบทุกคนเลยก็ว่าได้  และผู้ศึกษาหลายคน พอเจ้าของดวงบอกว่ามีปัญหาเรื่องนั้น เรื่องนี้ ก็จะมุ่งประเด็นไปดูเรือนที่บ่งบอกถึงเรื่องนั้นทันที  ทำให้บางครั้งก็หาสาเหตุได้(โดยการลากดาวเข้าเรื่อง)แต่บางครั้งก็หาสาเหตุไม่ได้ (จนทำให้ต้องกลายเป็นดวงพิเศษไป)โดยที่มิได้พิจารณาให้ถ้วนถี่จากตัวเจ้าชะตาเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร เช่น  เมื่อบอกว่ามีปัญหาเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ก็จะไปพิจารณาที่เรือนกัมมะทันที แล้วสรุปว่าส่งผลเสียอย่างไร  โดยไม่ได้ดูเลยว่า ตัวเจ้าชะตานั้น ขี้เกียจเพียงไร เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้นั้นล้วนแล้วแต่สืบเนื่องมาจากตัวเจ้าชะตาเสียส่วนใหญ่ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบในการกระทำเท่านั้นเอง

จากชะตานี้ จะเห็นว่า ตนุ ๔  ไป กัมมะ ๓ เกษตร + ๘  ใช่ว่าเจ้าชะตาจะเป็นคนนิ่งเฉยดูดายหรือปล่อยตัวเองไปตามยถากรรม  แต่เป็นผู้ที่วิ่งเข้าหางานหรือหาภาระให้ตัวเองอยู่ตลอด จึงมิใช้คนขี้เกียจอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่างานที่เจ้าชะตาเข้าไปทำนั้น เป็นสิ่งที่เจ้าตัวเองไม่ใคร่ถนัดเท่าไรนัก เพราะเป็นลักษณะของงานเร่งด่วน และต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก จึงทำให้ตัวเจ้าชะตานั้นไม่มีความอดทนเพียงพอที่จะต่อสู้ในภาระกิจหรืองานนั้นได้อย่างเต็มที่ จึงส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายงานบ่อยครั้ง

เปรียบเสมือนว่า คนไม่เคยออกกำลังกายมาเลย พอคิดที่จะออกกำลังกายก็หักโหมเสียเต็มที่ จนทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือการปวดเมื่อยจนต้องเลิกลาไป ต้องรอจนกว่าหายปวดหายเมื่อยแล้วจึงค่อยกลับมาทำใหม่

 

การอ่านดวงชะตาตอนที่ 4

 

ปัญหาหรือข้อสงสัยที่เป็นคำถามประจำสืบต่อกันมาอย่างไม่จบไม่สิ้นนั้น คือ การมุ่งประเด็นของเรื่องไปที่ความหมายเรือนเพียงอย่างเดียว โดยมิได้พิจารณาถึงดาวที่ เป็นส่วนสำคัญของเรือนนั้น ๆ  ในตอนนี้ ผู้เขียนจะขออธิบาย เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างกันในเรื่องเดียวกัน  เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินก่อน   โดยจะยกตัวอย่างให้ดู  3 เดือนเกิดด้วยกัน โดยจะตั้งเฉพาะเพียงฐานเดือนเท่านั้น เพื่อให้เห็นชัดถึงความแตกต่าง ดังนี้

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

ในเรื่องการเงินนั้น เราจะดูที่เรือนกดุมพะ เป็นหลัก จะเห็นว่าดาวกดุมพะไปเป็นดาวพระเคราะห์เรือนในที่เรือนตนุ  เราจะตั้งโครงสร้างในการอ่านดังนี้

ผู้ที่เกิดเดือนอ้าย(๑)    คือ    กดุมพะ ๒  ตนุ ๑

ผู้ที่เกิดเดือนยี่(๒)       คือ    กดุมพะ ๓  ตนุ ๒ 

ผู้ที่เกิดเดือนหก(๖)     คือ   กดุมพะ ๗ ตนุ ๖

 

หลักของการอ่านจะมีเพียง 2 ข้อ คือ 1.อ่านเรื่องอะไรอยู่  2. อ่านให้เป็นเรื่องราว  เมื่อเราต้องการอ่านเรือนกดุมพะเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องอ่านดาวที่เป็นเจ้าเรือนเรื่องนั้นเป็นสำคัญส่วนเรือนรองคือตนุนั้น จะเป็นเพียงส่วนที่จะเข้ามาขยายหรือเป็นส่วนประกอบของเรื่องเท่านั้น

 

ผู้ที่เกิดเดือนอ้าย(๑) กดุมพะ ๒ ส่งผลให้ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น ค่อนข้างตึงตัว แต่คงทนเป็นลักษณะของการสะสมทรัพย์(ธาตุดินอ่อน)มักจะได้รับเงินจากการให้ความสนับสนุนหรือการช่วยเหลือเกื้อกูล  และถ้ารู้จักการใช้อ่อนน้อมถ่อมตนด้วยแล้วจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางหลักทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน จะมีการใช้จ่ายเงินเพราะความใจอ่อนความสงสารหรือการช่วยเหลือผู้อื่นเช่นเดียวกัน (๒) ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ตัวเองได้มีความเป็นผู้นำหรือเป็นการสร้างชื่อเสียงตามความทะเยอทะยานของตัวเอง(ตนุ ๑)

คู่ดาว    เป็นคู่กลุ่มก้อนหรือคู่หมู่คณะ  ส่งผลให้ในการสร้างฐานะหรือรายได้นั้นเกิดจากการที่เป็นผู้นำทีมหรือจากการทำงานร่วมกลุ่ม องค์กรต่างๆ อย่างเช่น ผู้นำกลุ่มขายตรงอย่างที่เห็นกันทั่วๆ ไป

 

ผู้ที่เกิดเดือนยี่(๒)  กดุมพะ ๓    ส่งผลให้ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น ค่อนข้างหมุนคล่องมือ เป็นลักษณะของการรับซ้ายจ่ายขวา(ธาตุลมกรด) เป็นการได้มาง่าย และจ่ายออกไปอย่างง่าย ๆด้วยเช่นกัน เป็นลักษณะของความกล้าที่จะได้กล้าที่จะเสี่ยงในเรื่องการเงิน  เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแบบทันใจ (๓) ตามความคิดฝัน ตามจินตนาการอันบรรเจิดที่จะมีเงินเข้ามาโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหรือลงแรงทำสิ่งใด(ตนุ ๒)

คู่ดาว ๓    เป็นคู่การเอาใจใส่มากเกินไปจนกลายเป็นความหวาดระแวงในเรื่องการเงินเป็นความวิตกกังวลจนฟุ้งซ่าน พวกนี้จะเป็นลักษณะนับเงินแล้วนับเงินอีก กลัวเงินที่มีอยู่หายหรือไม่ครบถ้วน

 

 

ผู้ที่เกิดเดือนหก(๖)  กดุมพะ ๗  ส่งผลให้ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น สร้างความร้อนรุ่มใจให้ได้อยู่เสมอๆ (ธาตุไฟสุมขอน) เพราะกว่าจะหาได้ในแต่ละครั้งนั้นต้องใช้ความอดทนรอคอยเป็นระยะเวลานาน จึงสร้างความทุกข์ความเครียดให้ได้ไม่หยุดหย่อน  (๗) ถึงแม้จะมีเข้ามา แต่ไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของเจ้าชะตา ที่จะใช้ซื้อหาความสุขความสบายใจหรือเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง(ตนุ ๖)

คู่ดาว    เป็นคู่ศัตรู   เป็นความทุกข์ทรมานใจในการที่ต้องอดทนรอคอย จนกว่าจะมีเงินตราหาซื้อ ความสุขความสบายให้กับตัวเอง

 

จะเห็นว่า ถึงแม้ ความหมายเรือนจะเหมือนกัน คือ กดุมพะ ตนุ  คือมีเรื่องการเงินเข้ามาหาตัวเจ้าชะตาอย่างแน่นอน   แต่เรื่องการเงินที่เข้ามานั้น ส่งผลอย่างไร จำเป็นจะต้องดูที่ดาว เมื่อดาวต่างกัน จะทำให้เรื่องราวต่างๆ นั้น แปรเปลี่ยนแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง  ส่วนความหมายของคู่ดาวก็เช่นเดียวกัน  จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับเรื่องราวที่อ่านนั้น

            ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่หลายคนมองข้ามกันไป จึงทำให้ไม่สามารถตัดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องมีการนำวิชาอื่นๆ มาร่วมอ่าน เพื่อตัดว่าดีหรือเสีย แต่ในวิชาเจ็ดตัวระบบโหรนั้น เป็นวิชาที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว สามารถอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดพอสมควร ไม่จำเป็นต้องนำวิชาอื่นเข้ามาอ่านร่วมให้วุ่นวาย เพราะในการ อ่านดวงชะตาหนึ่งดวง ถ้าต้องใช้วิชาเกินกว่า 1 วิชาแล้ว ถือว่าวิชาที่ใช้อยู่นั้น ไม่มีความสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องหาวิชาอื่นมาช่วยเพื่อหาข้อดีและข้อเสีย/.

 

 

การอ่านดวงชะตาตอนที่ 3

 

 

เรื่องคู่ครองในยุคปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะตอบได้ว่าจะได้อยู่ร่วมกันตลอดชีวิต เพราะหนทางการเลือกคู่นั้น มีมากมายกว่าในสมัยก่อนมาก  สมัยก่อนนั้นกว่าผู้ชายจะพบกับผู้หญิงได้นั้น จำเป็นต้องรองานเทศกาลบ้าง รองานบุญบ้างเพื่อได้เจอ แต่สมัยนี้ เจอกันได้แทบทุกเวลาทุกสถานที่  และสมัยก่อนผู้ชายจะเป็นผู้นำครอบครัว ทำมาหาเลี้ยงทั้งครอบครัวแต่ผู้เดียว ผู้หญิงมิได้มีหน้าที่อะไร  เป็นได้เพียงแต่ผู้ตาม จะสุขหรือจะทุกข์อย่างไร เมื่อครองคู่แล้วจำเป็นต้องอยู่กันไปตลอดชีวิต

ในสมัยก่อนผู้ชายจะต้องเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้หญิง นั่นเป็นประเพณี แต่ในสมัยนี้ นี้เท่าที่ผู้เขียนเห็น เรียกได้ว่า ผู้หญิงแทบจะเป็นฝ่ายต้องไปสู่ขอผู้ชายแทนแล้ว เพราะเมื่อสิ่งต่างๆ แต่ปัจจุบันนี้มิได้เป็นแบบนั้น  ผู้หญิงกับผู้ชาย สามารถทำอะไรได้หลายๆ ที่เกือบจะเท่าๆ กัน (ยกเว้นเป็นบางอย่างเท่านั้น)  จึงทำให้ต้องแยกกันระหว่างการมีคู่กับการได้แต่งงาน  เพราะการมีคู่นั้น มิใช่การได้แต่งงาน หรือการเป็นสามีภรรยากันนั้น ในปัจจุบันสามารถตกลงกันเป็นส่วนตัวได้โดยมิต้องผ่านผู้ใหญ่รับรอง สามารถเลือกทำได้ตามใจชอบโดยไม่ได้นึกถึงกรอบประเพณี เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พึงพอใจในสิ่งใด จะสามารถตัดสินกันได้อย่างง่ายๆ และรวดเร็ว  เพราะคู่แท้ตามดวงชะตานั้นไม่ได้บอกว่าจะต้องได้ครองคู่อยู่ร่วมกัน  แต่จะมีการเจอกัน เหมือนคำโบราญที่ว่า  คู่กันแล้วต้องไม่แคล้วกัน”  หรือ คำว่า บุพเพสันนิวาส”  นั่นคือมิว่าจะอยู่แห่งไหนจะต้องมีการได้มาพบเจอกันและรักกันชั่วระยะหนึ่ง  แต่มิได้หมายถึงว่าจะต้องได้ครองคู่อยู่ร่วมกันไปชั่วชีวิต  

จึงทำให้การอยู่ร่วมกันแบบชั่วฟ้าดินสลายนั้น กลายเป็นนิยายเพ้อฝัน เป็นความคิดหรือคำพูดที่เอาไว้เพียงเพื่อปลอบใจ ว่าจะเป็นไปเช่นนั้น  เพราะชีวิตของคนเรานั้นมิใช่นิยาย ที่เจ้าชายกับเจ้าหญิงได้แต่งงานกันแล้วอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป  แต่ชีวิตคนเรามีอะไรที่มากกมายกว่านั้น  ความอดทนที่จะประคองชีวิตคู่ให้อยู่กันได้นานนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างหายากเต็มที นอกเสียจากจะเป็นลักษณะของการจำทนและจำยอม  และถ้าคู่ครองตามดวงชะตามิได้บอกว่าจะต้องได้อยู่ครองคู่กัน นั่นก็หมายความว่า  คนที่ไม่ได้อยู่ครองคู่กันนั้น คือคู่แท้ตามดวงชะตา แล้วนั่นเอง

                ในปัจจุบันเท่าที่ผู้เขียนเห็นหรือจากประสบการณ์ในการพยากรณ์ดวงนั้น  ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมิได้เลือกคู่ครองตามดวงชะตาก็มี ทั้งนี้แล้วแต่ว่าจะเลือกคู่ครองนั้นมาเป็นลาภะ หรือเพื่อมาเป็นภาระของตัวเอง ซึ่งตรงนี้เป็นการเลือกคู่ครองที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นๆ  ที่ไม่ได้เลือกเพราะจากความรักอย่างเดียว บางสิ่งบางอย่างในดวงชะตาจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน

         ในดวงชะตา เรือนที่บ่งบอกเกี่ยวกับเรื่องคนรักคู่ครองของเจ้าชะตาคือ เรือนปัตนิ (ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งในหลายๆ ความหมายของเรือนนี้) โดยจะมีการแบ่งออกเป็น 4 เรื่องด้วยกันคือ 1.เป็นเรื่องความรักของเจ้าชะตา 2. เป็นเรื่องสำพันธ์ภาพระหว่างคนรักคู่ครองในการพบปะเจอะเจอ  3. เป็นลักษณะเหตุการณ์หลังการครองคู่  4. เป็นอุปนิสัยหรือการดำเนินชีวิตของตัวคู่ครอง  แต่ในตอนนี้จะเลือกการอ่านเป็นลักษณะตัวคู่ครองของเจ้าชะตาตา  ดังนี้

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ตัวอย่าง ดวง ช  21 เมษายน 2524 เวลา 15.00 น.

เรื่องที่ต้องการรู้คือตัวคนรัก คู่ครองตามดวงชะตานั้นเป็นอย่างไร เราจะดูที่เรือนปัตนิ ๔   เป็นประธานของเรื่อง จากนั้นตามไปดูต่อว่า ดาว ๔  นั้นไปเป็นดาวเรือนในที่เรือน ตนุ ๕ กับเรือนอริ  และไปเป็นดาวเรือนเกณฑ์ที่เรือนลาภ ๖ มีตำแหน่งเกษตร กับเรือนทาสา ๒  จะได้ 4 จุดหลักของเรื่องคือ

1. ปัตนิ ๔ -  ตนุ ๕

2. ปัตนิ ๔    เกษตร +

3. ปัตนิ ๔   - ศุภะ ๔    เกษตร +

4. ปัตนิ ๔ -   กัมมะ ๕

 

เมื่อได้ข้อมูลในการอ่านครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านทีละเรื่องหลัก คือ

 

1. ปัตนิ ๔ -  ตนุ ๕

ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ) จะเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี มีมิตรไมตรีกับผู้คนรอบด้าน(๔) รู้จักการเจรจาที่อ่อนหวาน ฟังระรื่นหู (ธาตุน้ำ) เสมือนประหนึ่งว่า เป็นเพื่อนคู่คิดและเป็นมิตรที่ดี เพื่อสร้างมิตรภาพหรือให้เป็นที่น่าพอใจของเจ้าชะตา(ตนุ ๕)

ความหมายคู่ดาว ๔    เป็นคู่วิชาการ  ส่งผลให้ตัวคู่ครองของเจ้าชะตานั้น มักจะมาขอแนะนำหรือขอคำปรึกษาหารือขอความรู้จากเจ้าชะตา

ถ้าเป็นการพบปะหรือเจอะเจอ  จะเป็นลักษณะของการที่ตัวคู่ครองของเจ้าชะตามักจะเข้ามาปรึกษาหารือ หรือขอคำแนะนำต่างๆ จากเจ้าชะตาจนเกิดการสานสำพันธ์ที่สนิทสนมจนกลายเป็นความรักต่อมา ยิ่งตัวเจ้าชะตามีความรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งเปิดโอกาสให้มีคนเข้ามาชอบพอมาก

 

2. ปัตนิ ๔    เกษตร +

                ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ) สามารถปรับตัวเข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม แต่มักปรวนแปรไม่ค่อยจะแน่นอน(ธาตุน้ำ) คำพูดที่อ่อนหวาน นุ่มนวลชวนฝันที่ดูเหมือนว่ามีจิตใจดีนั้นมักแฝงไปด้วยชั้นเชิงและเล่ห์เหลี่ยมจะให้หลงเชื่อและคล้อยตามได้ไม่ยาก(๔เกษตร + ๘)

 

3. ปัตนิ ๔   - ศุภะ ๔    เกษตร +

            ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ)โดยทั่วไปแล้วไม่ใครมีความทะเยอทะยานมากนัก

มักจะรอคอยสิ่งต่างๆ ได้อย่างเย็นใจ(ธาตุน้ำ)  รู้จักการใช้ความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นไหวพริบและชั้นเชิงต่างๆ ในการช่วงชิงสิ่งที่ต้องการ  มีความคิดมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตอันเรืองรอง ที่จะได้มาอย่างไม่ยาก  เพียงแค่เอ่ยปากก็ได้แล้ว(ศุภะ ๔ เกษตร+๘)  

           

ความหมายคู่ดาว ๔    เป็นคู่ศัตรู ส่งผลให้ตัวคู่ครองของเจ้าชะตานั้น มักจะผิดคำพูดหรือคำมั่น คำสัญญาต่างๆ นั้นเชื่อถือไม่ใคร่ได้ ความคิดต่างๆ มีการผันแปรไปอย่างไม่แน่นอน

            ดาวคู่ศัตรู คู่นี้ ส่งผลถึงเรื่องการชิงไหว ชิงพริบกัน เพราะดาว ๔ นั้นมีปฏิภาณดี ส่วนดาว ๘ ก็มีชั้นเชิงดี จึงทำให้กินกันไม่ลง แต่ถ้าคู่นี้ มาผสานร่วมมือกันแล้วจะทำให้ กลมกลิ้งลื่นไหล แบบจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเลยทีเดียว

 

4. ปัตนิ ๔ -   กัมมะ ๕

ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ)ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีการเจรจาหรือว่าไหวพริบดีก็ตาม แต่เพราะความเรื่อยเฉื่อยไม่เร่งรีบ(ธาตุน้ำ)ไม่ใคร่ใส่ใจ  ในภารกิจของตัวเองเท่าใดนัก ส่งผลให้ไม่ใคร่เจริญก้าวหน้าในอาชีพหรือการงานของตัวเอง โดยเฉพาะงานด้านวิชาการต่าง ๆ(กัมมะ ๕)

 

*จากนั้น นำเรื่องทั้งหมดมาประมวลร่วมกันเพื่อสรุปออกเป็นคำพยากรณ์*

 

                  ในเรื่องตัวคนรัก หรือคู่ครองของเจ้าชะตานั้น จะเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดีในการผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่น(ปัตนิ๔) มีการเจรจาที่ดูอ่อนหวานน่าฟัง(ธาตุน้ำ)ในการสานสำพันธ์กับเจ้าชะตา(ตนุ) แต่เพราะความไม่ใคร่มีความมั่นคงในคำพูดของตัวเองนัก(ธาตุน้ำ) จะเป็นการพูดเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือว่าเพื่อไม่ขัดแย้งกับสถานการณ์รอบตัว ทำให้บางครั้งเหมือนว่าไม่ค่อยซื่อตรงหรือซื่อสัตย์นัก คำพูดต่างๆ มักจะแฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงต่าง ๆ(๔ เกษตร+๘) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่ตัวเองมุ่งหวังไว้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างราบรื่น  (ศุภะ)จึงก่อให้กลายเป็นผู้ที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ไม่ใคร่เหมาะสมที่จะรับภาระหน้าที่ ที่ต้องใช้ความรอบคอบหรือการงานที่จะต้องใช้ความรอบรู้อย่างดี(กัมมะ)

 

               ในเรื่องความรักของเจ้าชะตานั้น ดูไปแล้วน่าจะดี เพราะไม่มีเรือนไหนบอกถึงความเสียหายเลย แต่ชะตานี้มีปัญหาเรื่องความรักมาก เป็นเพราะเหตุใดนั้นมาดูกันต่อ....

ดวงนี้เป็นดวงชาย ปัตนิ ๔ มาตนุ ๕ นั้นบ่งบอกว่า เจ้าชะตานั้นจะมีเพศตรงข้ามไปมาหาสู่เจ้าชะตาอยู่เสมอ และจะเป็นฝ่ายที่สานสำพันธ์โดยการพูดคุยกับเจ้าชะตาก่อน ก็เพราะหวังที่จะได้ข้อแนะนำหรือคำปรึกษาจากตัวเจ้าชะตา รวมถึงความรู้ต่างๆ ที่เจ้าชะตามี ยิ่งถ้าเจ้าชะตามีความรอบรู้มาก และชอบบอก ชอบสอนก็จะยิ่งส่งผลให้มีเพศตรงข้ามเข้ามามากเช่นกัน แต่ตัว ปัตนิ    เกษตร + ๘  นั้นบ่งบอกว่า เพศตรงข้ามที่เข้ามานั้นไว้ใจไม่ใคร่ได้มากนัก คำพูดที่ไพเราะเสนาะใจ นั้นแฝงไว้ด้วยเล่ห์  เพราะความเป็นธาตุน้ำ ทำให้คำมั่นหรือคำสัญญาต่างๆ นั้น มีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด  เป็นคำพูดที่ไม่สามารถยึดถือเป็นจริงเป็นจังได้ การรับปากหรือตกลงสิ่งใด เป็นเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่จะนำพาไปสู่ความราบรื่นหรือการเอาตัวรอดของตัวเองเท่านั้น  ส่งผลให้เกิดความอึดอัดใจ และไม่ง่ายเลย ถ้าจะต้องรับภาระในสิ่งต้องทำตามขั้นตอนหรือทำตามประเพณี

 

ดวงนี้ ถึงแม้จะโครงสร้างจะบอกว่า ปัตนิ ศุภะ คือ  เรื่องคู่นั้นมีโอกาสได้ครองคู่อยู่กันอย่างราบรื่น ตามความหมายเรือนก็จริงอยู่ เพียงแต่ว่าต้องอยู่ในข้อแม้ของดาว ๔ เกษตร + ๘  คือ ไม่ต้องคำนึงถึงระเบียบประเพณีมากนัก จะต้องใช้การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง ไม่สนใจคำโกหกพกลมต่างๆ จึงจะอยู่กันได้อย่างราบรื่น/.

 

 

การอ่านดวงชะตาตอนที่ 2

               สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ เรื่องเงินทองถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญนำหน้าเรื่องความรักเสียแล้ว แต่ก็อย่างว่า คนเราจะสนใจเรื่องความรักก็ต่อเมื่อท้องอิ่ม แต่ถ้าท้องอดเมื่อไหร่เรื่องความรักไม่ได้อยู่ในสายตาหรือว่าความคิดเลย มีคำถามหลายหนึ่งซึ่งเป็นถามยอดฮิต คือเมื่อไหร่จะรวย ตรงนี้เป็นคำถามที่เหมือนถามขึ้นเพื่อเป็นความหวังให้กับตัวเองเท่านั้น เพราะถ้าสามารถกำหนดได้ว่า เท่าไหร่ที่เรียกว่า รวย ก็คงจะหาคำตอบได้ไม่ยาก  แต่เพราะไม่มีค่าที่จำกัดความรวย เลยทำให้ยังคงเป็นคำถามที่พูดติดปากกันมาตลอด คงเหมือนกับการเป็นคนดี ก็ไม่มีสิ่งที่กำหนดเป็นมาตรฐานตายตัวว่า อย่างไรถึงเรียกว่า เป็นคนดี เพราะทุกคนส่วนใหญ่ก็จะมองตัวเองดีไปเกือบทุกคน ฉะนั้น สิ่งใดที่ไม่สามารถกำหนดปริมาณหรือมาตรฐานให้ได้ สิ่งนั้นก็ยังคงเป็นปัญหาหรือต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

            ในดวงชะตา เรือนที่บ่งบอกเกี่ยวกับเรื่องการเงินทั้งหมดของเจ้าชะตาคือ เรือนกดุมพะ ไม่ว่าจะเป็นรายรับ รายจ่าย การหารายได้ ของสะสมต่างๆ หรือของที่สามารถเปลี่ยนผันเป็นเงินได้ ทั้งหมด   เรือนกดุมพะนั้นบอกถึงสภาพความเป็นไปในเรื่องทรัพย์สินเงินทองของเจ้าชะตาทั้งหมด แต่ไม่ได้บอกว่า รวยหรือจน ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันที่ตัวอย่าง ดวง ช  21 เมษายน 2524 เวลา 15.00 น.Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

เรื่องที่ต้องการรู้คือเรื่องการเงินของเจ้าชะตาว่าเป็นอย่างไร เราจะดูที่เรือนกดุมพะ ๖  เป็นประธานของเรื่อง จากนั้นตามไปดูต่อว่า ดาว ๖ นั้นไปเป็นดาวเรือนในที่เรือน ตนุ ๕ กับเรือนอริ   และไปเป็นดาวเรือนเกณฑ์ที่เรือนลาภ ๖ มีตำแหน่งเกษตร กับเรือนทาสา ๒  จะได้ 4 จุดหลักของเรื่องคือ

1. กดุมพะ ๖ ตนุ ๕

2. กดุมพะ ๖ อริ ๓

3. กดุมพะ ๖ ลาภะ ๖ (เกษตร)

4. กดุมพะ ๖ -  ทาสา ๒ (เรือนนี้อยู่ในข้อยกเว้นที่ไม่ต้องนำมาอ่าน)

เมื่อได้ข้อมูลในการอ่านครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านทีละเรื่องหลัก คือ

 

1.กดุมพะ ๖ ตนุ ๕

ในเรื่องการเงินนั้น ไม่ค่อยอนาทรร้อนใจเท่าใดนัก สามารถสร้างความสุขความสบายได้ (๖)  มีใช้มีจ่ายได้เรื่อย ๆอย่างสบายมือ(ธาตุน้ำ) เพราะการที่เจ้าชะตารู้จักการใช้อย่างมีเหตุผลหรือมีกฎกติกาให้กับตัวเอง(ตนุ๕)  รวมถึงได้จากการให้เพราะความรักหรือความเสน่หา(๖)  เพราะความน่าเชื่อถือของตัวเจ้าชะตา หรือการแสดงความรู้หรือความสามารถของเจ้าชะตา(ตนุ๕)  

 

ในส่วนนี้จะขออธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจสักนิดหนึ่งก่อน จากที่เคยบอกไว้ว่า เรือนบอกเรื่องราว ดาวบอกการแสดง นั้นเป็นอย่างไร  มาดูโครงสร้างของเรื่องกันก่อน  เรื่องนั้นบอกว่า  กดุมพะมาตนุ บ่งบอกถึงว่ามีเรื่องการเงินเข้ามาสู่ตัวเจ้าชะตาอย่างแน่นอน  จากนั้นมาดูที่นักแสดงของเรื่องกันต่อว่า จะแสดงอย่างไร ในส่วนนี้ ผู้ศึกษาจะต้องเลือกความหมายของดาวศุกร์มาใส่ให้สอดคล้องกับเรื่องการเงินแล้วว่าจะใช้อย่างไร  (เพราะความหมายของดาวศุกร์มีหลายความหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกความหมาย)จะใช้ว่าร่าเริงสดใสไม่ได้แล้ว เพราะเงินเป็นลักษณะของวัตถุ ไม่สามารถร่าเริงสดใสได้ ในที่นี้จะเลือกใช้คำว่า  ความสุขความสบาย จากนั้น มาดูต่อกันที่ธาตุของดาว ดาวศุกร์เป็นดาวธาตุน้ำ เป็นความชุ่มฉ่ำ ความเรื่อยเฉื่อย

ฉะนั้น จะสรุปได้ว่าในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น สามารถสร้างความสุข ความพึงพอใจให้กับเจ้าชะตาได้ตามความคิดหรือตามกรอบ ตามเหตุผลของตัวเอง  ซึ่งตัวเจ้าชะตาเป็นดาว ๕ ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องใดก็ตาม อย่างเช่น  คิดว่ามีเงินพอค่าศึกษาเล่าเรียนก็พอแล้ว   มีเงินแค่พอค่าอาหาร 3 มื้อก็พอแล้ว หรือมีใช้จ่ายได้อย่างไม่ขาดแคลนก็พอแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลไป

                นอกจากนี้ดาวศุกร์ยังเป็นเรื่องของความรัก จึงเป็นเงินที่ได้จากความรัก ความเสน่หา อย่างเช่น เห็นว่าบุคคลนี้เป็นเจ้านายที่ดีหรือเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำสั่งสอนที่ดี ก็จะเป็นส่วนให้ได้รับของฝากของขวัญหรือของกำนัลเข้ามา

 

2.กดุมพะ๖ -  อริ ๓

ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น มักจะมีการใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนาน ความสะดวกสบายของตัวเอง( ๖) หรือใช้เพื่อหาความสุข ใจไปเรื่อย ๆ ตามความพึงพอใจของตัวเอง(ธาตุน้ำ)จนกระทั่งส่งผลให้เกิดปัญหาไม่พอใช้จ่าย  เพราะความไม่รอบคอบหรือการกล้าใช้กล้าจ่ายของตัวเองหรือใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น(อริ ๓)

 

กดุมพะไปอริ  เรื่องบอกว่า การเงินนั้นมีปัญหาอย่างแน่นอน อริที่เป็นดาวอังคารธาตุลมนั้น ไม่ได้หมายถึงการติดขัดแต่เป็นความรวดเร็ว ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเงินนั้นจะเกิดอย่างรวดเร็ว เป็นลักษณะของการเต็มใจที่จะจ่ายเพียงแค่มีไม่พอจ่ายอย่างเต็มที่เท่านั้น รวมถึงดาว ๓ นั้นเป็นดาวคู่มิตรกับดาว ๖  อริที่เป็นคู่มิตรกับกดุมพะนั้นนอกจากเต็มใจที่จะจ่ายแล้ว ยังไม่เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาอีกด้วย ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้วสามารถใช้เงินแก้ไขได้จะไม่รั้งรอเลย

 

3 .กดุมพะ ๖ -  ลาภะ ๖ (เกษตร)

                ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น ถือได้ว่า โชคดีที่สามารถหารายได้ให้กับตัวเองโดยไม่อยากลำบากนัก  มีใช้มีจ่ายอย่างสะดวกสบายได้ตามความพึงพอใจของตัวเอง(๖) จึงทำให้ไม่ใคร่กระตือรือร้นเท่าไร ในการสร้างหลักทรัพย์หลักฐาน(ธาตุน้ำ) ได้แต่รอเวลารอโชคลาภที่สร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้ หรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้มาอย่างง่าย ๆ เพื่อความสุขสบายใช้จ่ายได้คล่องมือ(ลาภะ ๖ เกษตร)

 

แนวการคิด - จากตัวอย่างจะเห็นว่า เรือนบอกเรื่องว่าเป็นเรื่องการเงิน ซึ่งจะเป็นตัวบังคับให้กับแสดง(ดาว)ว่าจะต้องแสดงบทบาทในเรื่องการเงินเท่านั้น ห้ามแสดงนอกบท ทีนี้นักแสดงของเรื่องเป็นดาวศุกร์ รับหน้าทีดูแลเรื่องการเงินทุกเรื่อง คิดว่าดาวศุกร์นั้นจะดูแลในเรื่องการเงินอย่างไร จะประหยัดให้คุณไหม จะวิ่งเต้นหาเงินหาทองให้คุณไหม จะมีการใช้จ่ายอย่างไร  ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของดาวศุกร์แต่เพียงผู้เดียว (ถ้าเป็นดาวอื่น ก็จะมีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไป) เรื่อง(เรือน) บอกเพียงได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่นักแสดง(ดาว) จะแสดงบทบาทไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง/.

 

 

 

การอ่านดวงชะตาตอนที่ 1.....


                                     

การพยากรณ์ของเลขเจ็ดตัวระบบโหรนั้น จะคล้ายกับการพยากรณ์ของเรือนชะตา เพียงแต่จะไม่มีราศีแต่จะเป็นการอ่านเพียงแค่ดาวดวงหนึ่งกระทบกับดาวอีกดวงหนึ่งเท่านั้นเอง โดยใช้ดาวดาวพระเคราะห์เรือนใน และดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์เป็นส่วนช่วยในการขยายเรื่องราวต่าง ๆ

จากดวงตัวอย่างนี้ เราจะมาเริ่มกันที่ เรือนตนุ กันก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อต้องการทราบวิถีชีวิตและตัวตนของเจ้าชะตาอย่างแท้จริง การอ่านดวงชะตา  จะเป็นการอ่านแบบสองจังหวะ คือเริ่มจากดาวเจ้าเรือนที่เป็นดาวประธานของเรื่องที่ต้องการทราบ จากนั้นตามดาวเจ้าเรือนไป ดูว่าไปเป็นดาวเรือนใน(ดาวพระเคราะห์เรือนใน) และดาวเรือนเกณฑ์(ดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์) ที่เรือนไหน ทั้งฐานเดือนและฐานปี ตัวอย่าง ดวง ช  21 เมษายน 2524 เวลา 15.00 น.

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

เมื่อต้องการอ่านเรื่องตนุ จะเห็นว่าดาว ๕  ไปเป็นดาวเรือนในที่เรือนปัตนิ ๔ (ฐานเดือน) กับเรือนมรณะ ๓ (ฐานปี) และไปเป็นดาวเรือนเกณฑ์ที่เรือนพันธุ ๑ (ฐานเดือน) และเรือนทาสา ๒(ฐานปี)  เท่ากับว่าจะต้องอ่าน 4 จุดหลัก ดังนี้ คือ

1.ตนุ ๕ ปัตนิ ๔

2. ตนุ ๕  - มรณะ ๓

3. ตนุ ๕ พันธุ ๑

4. ตนุ ๕ ทาสา ๒  *แต่ในที่นี้ เรือนทาสี และเรือนทาสา จะไม่นำมาใช้อ่านจึงเท่ากับว่าเหลือจุดหลักในการอ่านเพียง 3 หลักเท่านั้น เมื่อได้ข้อมูลในการอ่านครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านทีละเรื่องหลัก คือ

1. ตนุ ๕ ปัตนิ ๔  จะอ่านผสมผสานเรื่องราว ทั้งสองเรื่องรวมกัน

ก่อนอื่นจะต้องเลือกความหมายของดาว ๕ ให้สอดคล้องกับตัวตนุเสียก่อน เช่น ถ้าจะใช้ความหมายของ ความคิด ความรู้ การศึกษา จะหมายถึงว่า  เจ้าชะตาจะเป็นผู้ที่มีแนวความคิดเป็นของตัวเอง ชอบที่จะศึกษาและใฝ่หาความรู้อยู่ตลอด และจะเชื่อในความรอบรู้ของตัวเองว่าตัวเองนั้นเป็นผู้มีความรอบรู้อย่างดี (ตนุ ๕) (ส่วนความรู้ที่ศึกษามานั้นจะดีจริง ถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง) และมักจะนำความรู้ที่ตัวเองมีอยู่นั้นเข้าไปบอกไปสอนให้กับคนรักหรือคู่ครองของตัวเอง(ตนุ ไป ปัตนิ) โดยเฉพาะคนที่สามารถพูดได้ด้วยง่ายหรือปรับตัวง่ายและไม่ขัดแย้ง(ปัตนิ ๔)

ส่วนความหมายคู่ดาว ๑ - ๔ คู่นี้คือ คู่วิชาการ ข้อตกลง สัญญา  -   เจ้าชะตาจะสานสำพันธ์กับผู้อื่น ในลักษณะที่เข้าไปให้คำแนะนำ ให้ข้อคิด หรือความรู้ต่าง   หรือเป็นการพูดในลักษณะให้คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นจริงจัง ดูน่าเชื่อถือ

มาดูกันต่อที่ความหมายต่อไป ก็จะต้องเริ่มอ่านที่ตัวตนุ ๕ อีกครั้ง

2. ตนุ ๕ -  พันธุ ๑ 

โดยทั่วไป เจ้าชะตาเป็นผู้ที่ชอบที่จะศึกษาค้นคว้า หาความรู้เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับชีวิต เพราะมีความคิดว่าและความเชื่อมั่นว่า ความรู้นั้นจะสามารถนำมาใช้ในการสร้างหลักทรัพย์หลักฐาน และความมั่งคั่งจนเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ (พันธุ ๑) และรู้จักการวางกรอบ วางแผนการดำเนินชีวิตให้กับตัวเอง โดยยึดหลักตามจารีต ประเพณีเดิม  หรือตามแนวความคิดของตัวเอง (ตนุ ๕) เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายในเรื่องการสร้างฐานะให้กับครอบครัว(พันธุ๑)

ส่วนความหมายคู่ดาว ๕-๑ คือ ดาวคู่มิตร ความเป็นคู่มิตร ส่งเสริมให้รู้จักการใช้สติปัญหาและความรู้ที่มีอยู่นั้น นำพาตัวเองไปสู่ความมีชื่อเสียงเกียรติยศ ความมีหน้ามีตา ตามที่ได้คิดไว้

3. ตนุ ๕ มรณะ ๓

        การดำเนินชีวิตของเจ้าชะตานั้น ชอบที่จะเป็นนักคิด นักวางแผน ชอบศึกษาใฝ่หาความรู้และนำความรู้ที่มีอยู่นั้นไปสั่งสอนหรือบอกต่อกับผู้อื่น(ตนุ ๕) แต่ถึงแม้จะมีความรู้ดีหรือมีความคิดดี แต่มักจะเกิดความเสียหายหรือข้อผิดพลาดขึ้นได้อยู่เสมอ เหตุเพราะว่าขาดการลงมือกระทำอย่างจริงจัง หรือความมานะบากบั่น ความขยันแข็งเท่าที่ควร(มรณะ๓)

         ส่วนความหมายคู่ดาว ๕ ๓ คือ  คู่สมพล  จึงทำให้ความรู้ ความคิดหรือแผนงานต่างๆ ตามที่เจ้าชะตาวางไว้นั้น มีอันต้องล้มเลิกไปอย่างรวดเร็วทุกคราว เพราะขาดความกล้าที่จะลงมือกระทำผลงานตามความตั้งใจ ความเป็นคู่สมพล คือ การผนึกกำลังกันของทั้งสองดาว จึงจะเกิดเป็นผลงานได้ แต่ชะตานี้ ถึงแม้ว่าดาว ๕ จะส่งผลดี แต่ ดาว ๓ ไม่ส่งเสริมดาว ๕ จึงทำให้ไม่ได้ผลของความเป็นคู่สมพลอย่างเต็มที่

สรุป.....โดยพื้นฐานชะตาชีวิตของเจ้าชะตานั้น เป็นผู้ที่ชอบศึกษาใฝ่หาความรอบรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอ และมักจะนำความรู้ที่ตัวเองมีอยู่นั้น ไปแนะนำหรือสั่งสอนให้กับผู้อื่น โดยเฉพาะคนรักหรือคู่ครองที่สามารถพูดได้ด้วยง่ายหรือสั่งสอนได้ง่ายและไม่ขัดแย้ง เป็นผู้ที่มีแนวความคิดหรือมีกฎระเบียบให้กับตัวเอง จนมีความเชื่อมั่นในความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่นั้นว่าจะนำพาชีวิตเจริญก้าวหน้า มีฐานะมั่นคงจนเชิดหน้าชูตาได้ แต่เหตุเพราะว่าขาดความกล้า ความขยันหมั่นเพียรเท่าที่ควร จึงทำให้สิ่งต่างๆ ที่คิดหรือวางแผนมานั้นต้องมีอันจบสิ้นลงไปเพราะไม่กล้าที่จะเริ่มต้นกระทำ หรือสร้างผลงานอย่างจริงจัง/.

 

หลักการผสมดาวและธาตุดาวกับเรือน....

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

       

       เรื่องวิชาโหราศาสตร์เป็นเรื่องที่คุยกันได้ไม่เบื่อ เพราะมีสิ่งที่ให้ค้นคว้าหรือให้ศึกษาอยู่อีกมากมาย  แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการศึกษาคือ ผู้ศึกษาหลายคนนั้นมักจะไม่ใคร่รอบคอบและละเลยข้อมูลพื้นฐานของวิชาไปเสียสิ้นเชิง เพราะอยากเรียนอะไรที่ง่ายๆ เรียนได้เร็ว รู้ผลเร็ว หรือเมื่อศึกษาไปสักพักข้อมูลเริ่มมากขึ้นทำให้ลืมไปบ้าง ไม่ได้นำมาใช้บ้าง  หลายคนอยากเรียนวิชาในขั้นสูง โดยที่แม้แต่พื้นฐานเบื้องต้นนั้นยังไม่สามารถผ่านได้เลย     

          พื้นฐานเบื้องต้นที่ควรฝึกนั้น คือการนำความหมายดาว ธาตุดาวกับเรือนเข้ามาอ่านร่วมกันให้เกิดความหมายที่สมบูรณ์ของเรื่องนั้น ๆ  นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับหลายคนที่จะเลือกความหมายให้เหมาะสมกันได้ ในการฝึกฝนนั้น   ควรอ่านเพียงดาวเดี่ยวกับความหมายเรือนแต่อย่างเดียวก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มความหมายของธาตุดาวร่วมผสมลงไปในการอ่านเรื่องนั้น ยังมิต้องนำดาวพระเคราะห์เรือนในหรือดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์ มาร่วมอ่าน

          ในอันดับแรกนั้น เมื่อจะดูดวงหรือชะตาชีวิตนั้น   สิ่งที่จะให้ความหมายความเป็นตัวเองของเจ้าชะตานั้น ก็คือเรือนแรกของฐานเดือน ซึ่งที่เรียกว่า เรือนตนุ  ตนุ คืออะไร  ตนุ คือ วิถีชีวิตหรือแนวโน้มของการดำเนินชีวิต  การกระทำต่างๆ ที่เจ้าชะตานั้นแสดงออก  เพราะก่อนที่เราจะดูเรื่องอื่นๆ ควรจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้าชะตาเสียก่อนว่าเจ้าชะตาเป็นคนอย่างไร เช่น

      คนเกิดเดือนอ้ายกับเดือนแปด ดาวประจำตัวของตนุนั้น ก็คือดาวอาทิตย์  ใช้ตัวเลขแทน คือ เลข ๑  จากคำกล่าวที่ว่า "ยศศักดิ์ ทายอาทิตย์"   ความหมายของดาว ๑  คือ  ชื่อเสียง เกียรติยศ ความโดดเด่น ความก้าวหน้า การเป็นผู้นำรักพวกพ้อง รักหมู่คณะ ความหยิ่งทะนงตัว  ใจร้อน อวดดี จองหอง  ถือทิฐิ มีความมุ่งมั่นสูง เมื่อนำความหมายดาวและความหมายเรือนมาอ่านร่วมกันจะได้ว่า.....

- ตนุ ๑  โดยทั่วไปวิถีชีวิตของเจ้าชะตานั้น เจ้าชะตาจะเป็นคนที่ มีความเป็นผู้นำสูง มีความกระตือรือร้น มุ่งมั่นทะเยอทะยาน ที่จะนำพาตัวเองไปสู่ความมีชื่อเสียงและเกียรติยศ แต่มักจะจองหองอวดดี และมีทิฐิมานะสูง แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าชะตาจะรักหมู่คณะและรักพวกพ้องของตัวเอง

จากนั้นจึงค่อยนำความหมายของธาตุดาวเข้ามาร่วมอ่านตามขั้นตอนคือ

- ดาว ๑  เป็นธาตุไฟกรด เห็นทีความสบายกาย สบายใจ คงจะหาได้ยากแน่ เพราะไฟคือความร้อน จะอารมณ์หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียวได้ง่าย  ชีวิตไม่ใคร่สงบสุข ฉะนั้น ถ้าเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ หรือความทะเยอทะยานของตัวเองแล้ว เจ้าชะตาจะไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก จะรุ่มร้อน เหมือนโดนไฟเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา

          เพียงเท่านี้ ก็จะสามารถมองเห็นตัวตน หรือวิถีทางการดำเนินชีวิตของเจ้าชะตาแล้ว เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับคนในยุคปัจจุบันนี้ ก็จะมองเห็นได้จาก เจ้าของบริษัทใหญ่ๆ ต่างๆนักการเมือง หรือแม้แต่กระทั่งคนที่ทำงานเป็นพนักงานเงินเดือน ที่เคยเห็นมา คือคนเหล่านั้นโดยที่พื้นฐานแต่เดิมนั้น อาจจะไม่มีอะไรมาเลย ไม่มีทั้งฐานะและการศึกษาแต่มี ความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน  ที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และบางคนก็สามารถทำให้ตัวเองได้ในสิ่งที่มุ่งหวังหรือตั้งใจไว้ได้ ก็มีไม่น้อยทีเดียว

   คนเกิดเดือนยี่กับเดือนเก้า ดาวประจำตัวของตนุนั้น คือดาวจันทร์  ใช้ตัวเลขแทนคือ ๒ จากคำกล่าวที่ว่า "รูปจริต ทายจันทร์ " ความหมายของ ๒  คือ ความมีระเบียบเรียบร้อย  การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ความเมตตากรุณา  ขี้สงสาร อ่อนโยน อ่อนไหวง่าย  ฟุ้งซ่าน ช่างจินตนาการ ช่างฝัน

เมื่อนำความหมายดาวและความหมายเรือนมาอ่านร่วมกันจะได้ว่า.....

- ตนุ ๒ โดยทั่วไปในการดำเนินชีวิตของเจ้าชะตานั้น จะเป็นลักษณะของการให้ความช่วยเหลือ การดูแลเอาใจใส่ผู้อื่น เป็นคนอ่อนน้อม ออมชอม ไม่ค่อยขัดแย้งกับใคร ใจดี ขี้สงสาร แต่มักจะอ่อนไหวง่ายและฟุ้งซ่านได้ง่าย จากจินตนาการของตัวเอง

ถ้าจะอ่านธาตุของดาวเข้าร่วม เพื่อขยายความ ก็จะอ่านได้ว่า

- ดาว ๒  เป็นดาวธาตุดิน การดำเนินชีวิตต่างๆ นั้นก็จะเป็นไปแบบค่อนข้างราบเรียบง่าย ช้า ๆ แต่ก็มีความสงบดี ชีวิตไม่โลดโผนนัก เป็นความสมบูรณ์อย่างเพียงพอ

           จากที่กล่าวมานั้น เราจะเห็น บุคคลที่มีลักษณะเป็นดาวจันทร์นั้นมีไม่น้อยทีเดียว ถ้าจะมองง่ายๆ รอบตัว  เช่น ผู้ที่ทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือดูแล เช่น พยาบาล แอร์โฮสเตส นักสังคมสงเคราะห์  เลขา ฯลฯ แต่ไม่จำเป็นจะต้องทำงานด้านนี้เสมอไป ไม่ว่าจะทำงานหรืออยู่ที่ไหนก็จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลหรือบริการกับผู้อื่นอยู่เสมอ

            ลักษณะของบุคคลทั้งสองดาวที่อ่านผ่านมานั้น เราจะเห็นถึงความแตกต่างกัน จากบุคคลที่มีดาวอาทิตย์ประจำตัว จะเห็นถึงความกระตือรือร้น มุ่งมั่น ความร้อนรนของธาตุไฟ ที่เผาผลาญทำให้ไม่หยุดนิ่ง  ส่วนอีกบุคคลที่มีดาวจันทร์ประจำตัว ก็จะเห็นถึงความอ่อนโยน ความใจดี การช่วยเหลือ  และความสงบของธาตุดินตรงนี้จะเป็นการแยก ถึงลักษณะเฉพาะบุคคล ให้เห็นชัดได้ดีทีเดียวเพื่อจำไว้เป็นแบบฉบับต่อไป/.

 

ประวัติและความเป็นมา...

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
           
 
 
             วิชาโหราศาสตร์ของไทยแต่โบราณมานั้น โดยส่วนมากแล้ววิชาไหนที่ผ่านการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่าใช้ได้จริงแล้วส่วนใหญ่แล้วจะเก็บเข้าไปในรั้วในวังหมด วิชาอื่น ๆ นอกนั้นจะกระจัดกระจายอยู่ภายนอก   เมื่อมีศึกสงครามเกิดขึ้นตำราหรือหลักฐานของวิชาต่างๆบางส่วนได้ถูกทำลายลงทำให้ข้อมูลต่างๆที่มีทั้งหมดนั้นไม่ครบสมบูรณ์ ทำให้การเรียนการศึกษาจึงได้มาแบบครบบ้างไม่ครบบ้างขึ้นอยู่กับความอดทนและความเพียรของผู้เรียนและผู้สอนทำให้วิชาดีๆ ของไทยสูญหายไปเกือบหมด 
          สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้นตอนที่ศึกษาดวงจักรราศีอยู่ ก็ไม่เคยสนใจการพยากรณ์ในสายวิชาอื่นๆ   เพราะคิดว่าวิชานี้สามารถใช้ในการพยากรณ์ดวงได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จวบจนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งได้มีโอกาสนั่งฟังท่าน อ.พายัพ วชิโร สอนวิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหรให้กับลูกศิษย์ได้เห็นการนำเอาโหราศาสตร์มาผนวกกับเลขเจ็ดตัวเพื่อใช้ในการพยากรณ์แล้วไม่คิดว่าเลขเจ็ดตัวก็สามารถพยากรณ์ได้ละเอียดมากมายขนาดนี้    เหมือนมีบางส่วนที่แอบซ่อนกลเม็ดเคล็ดลับเอาไว้มากมายกว่าที่เห็น นี่คือวิชาของไทย ที่คนโบราญมักจะพูดเปรยๆ อยู่เสมอว่า ถึงแม้ดูเรียบง่ายแต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น มีความละเอียดอ่อนและล้ำลึก อย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว
          จึงได้สอบถามข้อมูลและให้ท่านถ่ายทอดวิชาให้ ท่านเล่าว่า วิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหรนั้น เป็นของท่าน อ.ประทีป อัครา ซึ่งได้มาตอนบวชเป็นสามเณรอยู่ ในขณะที่ออกธุดงค์นั้น ได้ช่วยรักษาพยาบาลชายแก่คนหนึ่งซึ่งไม่สบายอยู่จนหายดี   จึงได้ถ่ายทอดวิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหรนี้ให้พร้อมกับเงาพระเคราะห์(ใช้สำหรับดวงจักรราศี) ชายแก่คนนั้นเล่าว่าได้วิชานี้มาจากพระธุดงค์รูปหนึ่งเช่นกัน
              รูปแบบของวิชาเจ็ดตัวระบบโหรนั้น จะใช้การอ่านเรือน 12 เรือน มีดาวเกษตร มีดาวราหู เทียบเท่ากับดวงจักรราศี ถึงแม้จะได้รายละเอียดไม่มากเท่า เพราะยังมีความแตกต่างในเรื่องของเวลาเกิดอยู่ แต่ความแม่นยำนั้น รับรองได้ว่าไม่แพ้ดวงจักรราศีเลยทีเดียว ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเสียดายถ้าวิชาดีๆ ของไทยได้ค่อยๆ สูญหายไป  จึงได้ทำการเปิดสอนวิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหรนี้ ที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของนักศึกษาวิชาพยากรณ์และสำหรับผู้ที่เคยเรียนไปแล้วได้พัฒนาวิชาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ผู้เขียนขอใช้หลักสูตรของ อ.พายัพ วชิโร เป็นแบบฉบับในการสอน วิชานี้ใช้สำหรับผู้ที่มีเวลาเกิดไม่ชัดเจน แต่ปัจจุบันสามารถใช้สำหรับผู้ที่ไม่อยากบอกเวลาเกิดที่แท้จริงอีกด้วย
          ถึงแม้ว่าวิชานี้จะเคยเป็นที่โด่งดังมาแล้ว สมัยท่าน อ.ประทีป เปิดสอนที่สมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย มีผู้สนใจศึกษามากมายแต่ปัจจุบันก็หาคนสืบทอดได้ยากเต็มที เพราะปัจจุบันนี้มีวิชาที่มารองรับในการพยากรณ์ ค่อนข้างหลากหลาย เลยทำให้วิชานี้ค่อย ๆ เลือนหายไป/.
 

มาทำความรู้จักกับเลขเจ็ดตัวระบบโหร.....

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            ในสายวิชาการพยากรณ์ของวิชาเลขเจ็ดตัวนั้น   มีมากมายหลายแนวทางให้เลือกศึกษา   เลขเจ็ดตัวระบบโหรก็เช่นกันเป็นวิชาหนึ่งที่เคยโด่งดังมาแล้วในอดีต แต่ปัจจุบันนี้หาผู้ที่มีความรู้ในวิชานี้ได้น้อยเต็มที ตำรับตำราของวิชานี้ก็แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ผู้เขียนจึงได้เปิดทำการสอนวิชานี้ที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2548  เพื่อให้ความรู้สำหรับผู้ที่อยากจะศึกษาวิชานี้หรือผู้ที่เคยศึกษาวิชานี้มาแล้วต่อไป

         สำหรับท่านผู้ที่สนใจ ก็สามารถศึกษาตามได้ไม่ยาก จากห นังสือเลขเจ็ดตัวระบบโหร เพราะจะมีสูตรการคำนวณและหลักการของวิชาอยู่ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ไม่ชอบการคำนวณ ก็สามารถใช้โปรแกรมในการผูกดวงเพื่อการพยากรณ์ได้เลย  แต่จะว่าไปแล้วสูตรคำนวณนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะใช้เพียงแค่ บวก ลบ คูณ หาร  แต่ความยากอยู่ตรงที่การพยากรณ์ต่างหาก

            ส่วนในการใช้ความหมายดาวนั้น จะไม่แตกต่างไปจากการพยากรณ์สายเรือนชะตา(ดวงจักรราศี)   ส่วนดาวที่จะมาช่วยขยายเรื่องราวต่างๆ คือดาวพระเคราะห์เรือนในและพระเคราะห์เรือนเกณฑ์  เพียงแต่ว่า เลขเจ็ดตัวนั้นไม่มีดาวที่ครองเรือนประจำเหมือนกับดวงจักรราศี ดาวประจำเรือนต่างๆ จะหมุนเปลี่ยนกันไปตามเดือนเกิดของเจ้าชะตาสมัยก่อนใช้สำหรับหาเวลาเกิดไม่แน่นอน แต่ปัจจุบันจะใช้สำหรับผู้ที่ไม่ยอมให้เวลาเกิดที่แน่นอน และความหมายของเรือนนั้นจะใช้เพียง 12 เรือนเช่นกัน เมื่อตั้งฐานผูกดวงแล้ว ถึงแม้ว่าจะมี ถึง 14 เรือนก็ตาม (แต่ในที่นี้จะขอใช้ความหมายต่างๆ จากหนังสือเจ็ดตัวระบบโหรเท่านั้น เพื่อให้อยู่ในกรอบและขอบเขตของการศึกษาต่อไป)

            วิชานี้จะใช้ฐานเดือนคือฐานที่สอง และฐานปี คือฐานที่สามเป็นหลักในการพยากรณ์  ส่วนฐานแรกคือ ฐานวันนั้นจะใช้เป็นส่วนในการคำนวณเท่านั้น ในสายวิชานี้จะมีสูตรสำเร็จในการคำนวณเพื่อการพยากรณ์ในการหาดาวจรต่างๆ ซึ่งผ่านการคำนวณหาระยะเวลาการเดินของดวงดาวมาเรียบร้อยแล้ว เหตุเพราะว่าในสมัยก่อนนั้น จะคำนวณดาวแต่ละดวงก็ต้องใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง ต่อดาวหนึ่งดวงต่อหนึ่งวัน  ถ้าไม่มีสูตรสำเร็จตรงนี้ก็จะทำให้เสียเวลามากกว่าจะได้พยากรณ์ดวงแต่ละดวง จึงได้คำนวณการโคจรของดาวต่างๆ อย่างเบ็ดเสร็จแล้วจึงนำมาผนวกเข้ากับดวงโดยใช้การตั้งฐานเป็นเลขเจ็ดตัว

             ส่วนดาวเล็กที่อยู่ทางขวามือ คือดาวพระเคราะห์เรือนใน(ตัวเลขสีชมพู) และดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์(ตัวเลขสีฟ้า) จะเป็นดาวที่จะช่วยขยายเรื่องราวของดวงชะตา

             แถวที่สี่นั้น(ดาวชันษากำเนิด) จะเป็นส่วนสำคัญ เพราะเป็นดาวของจิตใจเจ้าชะตา เป็นอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดทั้งหมด ที่ซ่อนไว้ภายในไม่แสดงออกมา

          แถวที่ห้านั้น (วัยจร) จะเป็นดาวที่ส่งอิทธิพลควบคุมชะตาของแต่ละวัย

             ส่วนดาวที่ลอยอยู่เหนือ ดาวแถวฐานเดือนและฐานปีนั้น จะเป็นดาวที่มีอิทธิพลของแต่ละปี ว่าในเรื่องต่างๆ ของเจ้าชะตานั้น มีวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญพื้นฐานของรูปดวงเลขเจ็ดตัวระบบโหร...